Camtasia Studio Workshop with Melissa

by
Camtasia Studio Workshop with Melissa

This week our ILC training is the basic of Camtasia Studio by Melissa. This training is specifically for our new staff memebers.

20110825-043435.jpg

20110825-043449.jpg

ILC Training

by

We have been training each other on Sakai, a new Learning Management System that University of South Alabama is going use.

Data Collection Completed

by

I’m so grateful that the data collection for my research study is almost done. In fact, the number of participants has been reached my expectation since Friday. Thanks to all participants who took their time and did the study for me. Thanks to all my dear friends who helped me recruit students. I appreciated everything that the people around me have done for me!!

I know that my study is not a typical survey, and most people would take more than 15 min to finish it. But, I feel so lucky that I am able to collect the data so quickly.

I still need to continue collecting data because I set up the deadline on June 15. By that time I should have almost 200 participants. How exciting!!

This weekend I tried to create a Moodle course and put my study to it. It worked out pretty nicely. I could get  very detailed results from the participants, and those results are SCORM compliance too. I plan to continue to build a few more courses and add them to my portfolio. I’m also very excited about it! It’s time to brush up my Captivate skills!

Tweeducation

by

Tweeducation: Twitter กับการศึกษา

 

ช่วงนี้หัวข้อที่คุยกันเป็นเรื่องเป็นราวมากในหมู่คนไทยที่ Tweet ก็คงจะเป็นเรื่อง การตลาดนั่นเอง #mkttwit ผมเองก็ไม่ถนัดไม่เคยเรียนด้านบริหาร การตลาด ก็ไม่รู้จะ tweet อะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้น ส่วนใหญ่เลย tweet เรื่องอื่นๆ ซุบซิบดารา เทคโนโลยีใหม่ๆ ข่าวการเมือง ต่างประเทศบ้าง เศรฐกิจนิดหน่อย แล้วแต่โอกาส ฮ่า

 

เรื่องที่เห็นจะชัดที่สุดตอนนี้เท่าที่สังเกตคงจะเป็น การใช้ Tweet หรือ Social Network มาช่วยในการตลาด ทำนองนั้น อ่านดูก็น่าสนใจดี แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเป็นพิเศษ เพราะอย่างที่บอกไม่ใช่ทางของผม ผมอยากเห็นคนอื่นพูดคุยกันในเรื่อง การศึกษามากกว่า เพราะว่า ผมเป็น Instructional Designer ถนัดด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสิรมและออกแบบการเรียน การสอน แต่ก็ยังไม่เห็นใครเริ่มมุ่งประเด็นมาทางนี้ อย่างว่าล่ะ เรื่องเงินๆทองๆ ก็ต้องสำคัญที่สุด ฮ่าๆ ไม่เป็นไร เราขอใช้หลักการพื้นฐานด้านการตลาด คือ “เน้นความต่าง” มา brand ตัวตนของ golffy อิอิ ดังนั้น blog นี้จะขอเขียนเกี่ยวกับ การใช้ Twitter เข้ามาช่วยในการเรียนการสอน ในมุมมองของผมเอง Blog นี้ไม่ใช่ article แต่เป็น การรวมรวม ประสบการณ์ ความคิดความรู้ ที่มี มาถ่ายทอดให้ผู้อ่านลองคิด ต่อยอด แล้วนำไปใช้ นะครับ

 

 

ผมเชื่อว่า Twitter สามารถนำมาประยุต์เป็นเครื่องมือในการเรียนการสอนได้ครับ ผมขอสรุปหลักการที่เป็นข้อๆ จะได้ชัดเจนลงไปเลย

 

1 Twitter เป็น social networking tool ตามหลักทฤษฏีการเรียนรู้ (Learning Theories) แล้ว การเรียนรู้ด้วยกันเป็นกลุ่ม (Social Learning) จะเกิดผลให้คนเรียนๆรู้ได้เร็ว จำได้นาน แล้วนำไปประยุกต์ได้ดี โดยเฉพาะเด็กเล็กจะได้ผลดีมาก อ้างอิงได้จาก ผลงานและผลการทดลองที่มีต่อเนื่องมานานแล้ว

 

2. Twitter ใช้ concept ทั้ง Pushing (Following) และ Pulling (Follower) เทคโนโลยี ความรู้ส่งให้ถึงผู้เรียนได้รับโดยไม่ต้องค้นคว้า (push)  และในทางกลับกัน ผู้เรียนก็สามารถค้นคว้าหาความรู้เพิ่มได้ ถ้าความรู้ที่ส่งมายังไม่เพียงพอ (pull)

 

3. Twitter มี Search by Topic ซึ่งสามารถใช้เป็น Inquiry approach ในการเรียนรู้ Inquiry Approach หรือ หลักการแสวงหาความรู้ อยู่บนพื้นฐานหลักๆที่ว่า คนเราจะเรียนรู้ได้ เข้าใจได้ และจำได้นานก็เมื่อ เราค้นพบและเข้าใจสิ่งเหล่านั้นด้วยตัวเอง จะทำให้มีความหมายต่อเราและทำให้จำสิ่งนั้นได้นานๆ

 

เมื่อรู้หลักการหลักๆที่อยู่ด้านหลังการใช้ Twitter แล้ว และเราจะเอาไปประยุกต์ใช้ในห้องเรียนได้อย่างไร ก่อนอื่นครู อาจารย์ หรือผู้สอน ก็ต้องถามตัวเองว่า จุดประสงค์หลักของการใช้ Twitter อยู่ที่ใด บ่อยครั้งที่ผู้สอนจะสับสนชิวิต ไม่แน่ใจว่า ความรู้ที่ต้องการถ่ายทอด กับ เทคโนโลยีที่ต้องการจะใช้ อย่างไหนสำคัญกว่ากัน สิ่งไหนเป็นตัวนำพา เหมือน idiom ของฝรั่งที่พูดว่า tail wagging the dog

งงไหมนั่น คุณคิดว่า สุนัขกระดิกหางเพราะตัวมันต้องกระดิก หรือว่า หางมันทำให้สุนัขต้องกระดิกหาง เอาไว้เปรียบเปรยประมาณว่า a situation where a small part is controlling the whole of something เอาส่วนที่ไม่ค่อยสำคัญมาเป็นปัญหาใหญ่ หรือ ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่นั่นเอง

 

แทนที่จะเอา Twitter มาใช้ทำให้การเรียนการสอนให้ราบรื่น ง่ายขึ้น ทำให้เด็กเรียนรู้ได้มากขึ้น กลับกลายเป็นการทำให้นักเรียนต้องทำกิจกรรมเพิ่มโดยที่ไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเลย จะขอยกตัวอย่างหลักๆ เลยนะครับ เห็นแว็บๆ บนTwitterของนักเรียนไทย คือผมก็ไม่เข้าใจจุดประสงค์ของผู้สอนนะครับ แต่จะลองยกตัวอย่างกิจกรรมนึงที่ผู้สอนสั่งให้นักเรียนไปทำ คือ สร้าง account twitter ขึ้นมา และก็ต้อง following จำนวนคนเท่านี้ และก็ต้องมี จำนวน follower เท่านั้น แล้วก็จะได้คะแนน เอ๊ะ…แล้วอย่างนี้ผู้เรียนจะได้อะไรหรือ? ผู้เรียนก็จะได้เรียนรู้วิธีการใช้ Twitter นั่นเอง แต่ไม่ได้สาระอะไรนอกเหนือไปจากนั้น เพราะมัวแต่ ขอร้องให้คนมาเป็น follower ให้หน่อย

 

ผมว่าน่าจะเอา Twitter ไปประยุกต์ให้มีประโยชน์ได้มากกว่านี้ เช่น ผู้สอน สร้าง Trending Topic ขึ้นมาในหัวข้อนั้นๆ แล้วให้นักเรียน มาเป็น Follower ผู้สอน กำหนด ช่วงเวลาที่จะ tweet ตกลงกับนักเรียนว่า ช่วงไหนเหมาะสม มันต้องมีซักวัน ที่ตรงกัน แต่ผู้สอนอาจจะเปิดหลายช่วงหน่อย จากนั้น ก็ให้ผู้เรียนที่เป็น Follower นั้น discuss ในหัวข้อนั้นๆ ทำให้นักเรียนสนุกกับการใช้ Twitter โดยอยู่ในกรอบ และการควบคุมของผู้สอน น่าจะเหมาะที่สุดสำหรับนักเรียนไทย

 

ทังนี้ทั้งนั้น Twitter เป็นเทคโนโลยี ที่ยังใหม่อยู่ ยังไม่มีนักวิชาการคนไหน ทำการวิจัยผลการทดลองว่า จะนำไปประยุกต์และได้ประโยชน์ตอนผู้เรียนมากน้อยเพียงไร นี่ก็เป็นเพียงแค่ แง่คิด พอให้เป็นแนวทาง ใครสนใจก็ไปลองทำงานวิจัยตรงนี้ก็ได้นะครับ

เนื่องจากไม่ได้เขียนเป็นทางการจึงไม่ได้มีการอ้างอิงหนังสือ หรือ article อะไรเลย หากสงสัยจุดไหน ถามได้นะครับ ผมสามารถบอกอ้างอิง หรือวิธีไปหาอ้างอิงเพื่อสนับสนุนความคิดของผมที่เขียนขึ้นมานี้ได้ หากมีคำถามอะไรก็สอบถามได้เช่นกันครับ ที่ #tweeducation

 

Follow me: golffyz

4 Tricks to Improve Memory

by

I was so mad that I have pay $20 fee for overdue books from the library. Usually, I would get an email like a week prior to the due date, so I could do the renewal. Grrrr…rrr.. not this time! So, I called the library and complained about not getting the notify email like I normally get. She said I had to stop by the library and she might be able to bring the fine lower than $20.  We’ll see about that!!

 

At least, I still remember that I have to renew my books, but I couldn’t remember the due date.  I’m also glad that they don’t fine me per book per day.

 

Anyway… I found an useful article on Yahoo wrote by Dr. Mao who is a health expert. He gave out 4 tricks for less serious memory loss. He mentioned that aging causes neuron loss, which can impact your memory of recent events. Yep… I feel old already!

 

The 4 tricks are

1) Don’t forget to be aware – Basically, you need to pay attention to what you do. Become aware and be observant of everything. Wherever you put your keys, be aware of it. Be conscious of every little action that you do.

 

2) Organized in life, organized in mind – When you are organized in your house, you are organized in your mind. Designate a special area for all items. If you take the tool out of the toolbox, always put the tool back in the toolbox where it belongs. Choose a space where you will collect bills or checks — and put them in the same place every time. Having this organization will not only help you remember, it will save precious memory space for you to fill with more important things.

 

3) Seeing is remembering – Many people are visual and remember better with a visual reminder. If there are certain things that you need to work on, put the document out where you’re going to see it and remember to work on it. Or leave yourself a note on the breakfast table where you will be sure to see it. Keep what you need within your visual field and you won’t forget!

 

4) Herbal teas to remember: Many herbs and supplements have been researched and found to help improve your cognitive capabilities. Sit back and let these herbs keep your brain young and your memory sharp. These herbs are such as green tea and the leaf of the ginkgo tree.

 

Have you ever apply these tricks in your life before? If not, you better to start now!

Magnetoencephalography (MEG)

by

Oh my god..look at this word “Magnetoencephalography.” I thought my last name was the longest word in the world, but NO! It’s incomparable!

 

I was reading an article about how games change your brain. One of the equipment that the researcher, Richard Heirs, was trying to conduct the experiment in the future was called, Magnetoencephalography or MEG. What a mouthful word! This equipment monitors the faint magnetic fields produced by the brain’s electrical activity. Haier thinks MEG scans could reveal how the parts of the brain that become more efficient interact with the parts that develop thicker tissue.

 

Anyway, the article mentioned about the previous research studies conducted back in 1992 by neuroscientist Haier at the University of California at Irvine, who looked at how frequent sessions with the Tetris video game changed the players’ brains. The “Tetris effect” illustrated how video-game training could make brains work more efficiently.

 

 

Yess..  Tetris is one of my favorite puzzle games of all time!

 

Source: MSNBC

Magical Number 7

by

วันนี้ขอบอกว่าทำตัวขยันสุดๆ นั่งอ่านนั่งเขียน Dissertation ทั้งวันเลย แต่วิธีการเขียนของกอล์ฟค่อนข้างสับสนอยู่เหมือนกัน คือกอล์ฟรู้ว่าตัวเองจะเขียนอะไร แต่ตัวเองก็ชอบกระโดดข้ามหัวข้อ ไปเขียนหัวข้อนั้น หน่อย กลับมาเขียนหัวข้อนี้หน่อย กลับไปกลับมา แต่ก็ยังดี ยังเขียนได้เรื่อยๆ ถ้าเขียนแบบนี้แล้วมึนสับสนตัวเอง ก็คงจะแย่อยู่เหมือนกัน

 .

ตอนนี้กำลังนั่งเขียนเรื่องความสามารถของสมองคนเราในการรับรู้ข้อมูล คุณคงเคยสงสัยว่า ทำไมบางครั้งเราอ่านหรือเห็นข้อความเพียงครั้งเดียวเราก็จำได้ไปหลายวัน หรือ บางทีต้องท่องอยู่หลายเที่ยวกว่าจะจำได้ หนึ่งในการทดลองที่เกียวกับเรื่องนี้ ก็คือการทดลองอันเลื่องลือที่ชื่อว่า Magical Number Seven กอล์ฟก็จะไม่ขอกล่าวถึงรายละเอียดการทำงานของสมอง หรือระบบการจำของสมองทั้งหมดนะครับ มันจะยืดยาวไปหน่อย แต่กอล์ฟจะขอหยิบยกส่วนที่สำคัญ ที่น่าสนใจและอยากให้คุณได้ลองอ่านและคิดตามดู ซึ่งหัวข้อนี้ก็จะเกี่ยวกับ Working Memory หรือ Short-Term Memory ภาษาไทยจะแปลว่าอะไรดีหนอ เอาเป็นว่ากอล์ฟจะเรียก ความจำช่วงสั้น 

 .

 

“ความจำช่วงสั้น” ชื่อก็บอกอยู่แล้วนะครับ ว่ามันสั้น  ฮ่าๆ ซึ่งก็หมายถึง การที่เรามองหรืออ่านหรือได้ยินอะไร แล้วเราจำได้พักนึง แล้วก็ลืม อีกกรณีนึงก็คือ ข้อมูลนีสามารถส่งผ่านไปยังอีกส่วนนึงของความจำของเราที่เรียกกว่า Long-Term Memory หรือความจำถาวร แต่ blog นี้ จะขอพูดถึง ความจำระยะสั้นเท่านั้นนะครับ

 .

กลับมาพูดถึง คอนเซปต์ที่บอกไว้ Magical Numer Seven หรือ เลขเจ็ดมหัศจรรย์ หลายคนคงสงสัยทำไมต้องเลขเจ็ด อยากให้ลองนึกคิดว่า ทำไม เบอร์โทรศัพท์ ส่วนใหญ่ ต้อง มี 7 หลักด้วย อันนี้ก็เป็นผลจากการทดลอง ของนาย George Miller ในปี 1956 นั่นเอง เขาได้ทำการทดลองเกี่ยวกับความสามารถของสมองที่ทำการบันทึกข้อมูลได้ในระยะสั้นว่า ความจำช่วงระยะสั้นของคนเรามีความสามารถสูงสุดแค่ไหน แต่ผลของการทดลองก็ปรากฏว่า คนส่วนใหญ่ จะสามารถจำข้อมูลระยะสั้นได้ 5-9 ส่วนหรือยูนิตของข้อมูล แต่โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 7 หลักนั่นเอง นั่นก็นเป็นที่มาของคำว่า Magical Number 7!!

 .

George A. Miller

 .

นอกจากนี้ นาย Miller ยังได้ค้นพบอีกด้วยว่า การจัดกลุ่ม ยูนิต หรือสัดส่วนของข้อมูลจะได้ทำให้คนเราจำอะไรได้ง่ายขึ้น

 .

เรามาดูตัวอย่างกัน ถ้าคุณเห็นเลข เก้าหลัก แบบนี้

 .

4 5 1 5 5 1 6 5 1

 .

มองดูแล้วเหมือนจะจำยากยังไงก็ไม่รู้ เอาเลขมาตั้งเก้าหลักเรียงกัน คุณก็ไม่แน่ใจะว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนในการจำ แต่ถ้าหากคุณแบ่งเลขออกเป็นกลุ่ม แบบนี้

 .

451 – 551 – 651

 .

การที่กอล์ฟเอาเครื่องหมาย – มาคั่นแบ่งออกเป็นกลุ่มๆละ สามหลัก ทำให้คุณจำได้ง่ายขึ้นไหมเอ่ย

 .

และนี่ก็คงเป็นที่มาว่าทำไมเลขโทรศัพท์ถึงเริ่มที่ 7 หลัก แต่สมัยนี้ ก็มีถึง 10 หลักด้วยเช่นกัน แต่ด้วยการที่เราใช้การแบ่งกลุ่ม หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Chunk ก็ทำให้เราสามารถจำเบอร์โทรศัพท์คนอื่นได้ไม่ยากเลยทีเดียว ดังนั้น เวลาคุณเขียนเบอร์โทรศัพท์ให้ใคร หรือ จดเบอร์โทรศัพท์ของคนอื่น อย่าลืม ใช้เครื่องหมาย – หรือเว้นวรรค เข้าช่วยนะครับ มันจะช่วยให้คุณจำได้ง่ายขึ้น

. 

ถ้าจะถามว่า จำเป็นไหมที่จะต้องแบ่ง สามหลักต่อหนึ่งกลุ่ม ก็ไม่เสมอไปหรอกครับ เอาเป็นว่าแบ่งอย่าง่ไรก็ได้ที่คุณคิดว่ามันช่วยให้คุณจำได้ง่ายขึ้น

 .

นี่ถือว่าเป็นการค้นพบที่สำคัญเลยนะครับ หลายคนยังสงสัย ว่าสำคัญตรงไหน ก็แค่รู้ว่าคนเราสามารถจำได้ เจ็ด ยูนิตหรือหลัก เท่านั้น นั่นก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่ส่วนตัวแล้ว จุดสำคัญผมคิดว่าอยู่ตรงที่ เรารู้ว่า Chucking หรือ การจัดการข้อมูล นั่นสำคัญมาก มันเป็นสิ่งที่ทำให้คนเราจำอะไรได้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น การจัดหมวดหมู่ จัดประเภทข้อมูล จะทำให้คุณสามารถจดจำอะไรได้เร็ว แล้วนาน กว่าการที่คุณพยายามที่จะจดจำข้อมูลนั้นๆแบบดิบๆหรือไม่ได้มีการจัดการข้อมูลใดๆทั้งสิ้น สิ่งนี้คุณสามารถเอาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้นะครับ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจดจำข้อมูลของคุณให้เร็วขึ้น ดีขึ้น และนานขึ้น

 .

ยังมีอีกหลายการทดลองและทฤษฏีอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับ เรื่องความสามารถในการจำของคนเรานะครับ ถ้าคุณยังสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก็ลอง search ดูนะครับ หรือ จะอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Wiki

Gestalt Theory

by

เห้อ กำลังเขียน บทที่สอง Dissertation บทที่ว่าหินที่สุด ต้องเขียนต้องอ่าน research studies, theories, books, articles มากมายก่ายกอง แต่ยังดีที่ได้เขียน review ทฤษฏีที่กอล์ฟชื่นชอบ นั่นก็คือ Gestalt Theoy (Gestalt อ่านว่า เก็ส -สะ-ต๊อล) ปัจจุบันได้มีการประยุกต์ ทฤษฏีไปอย่างกว้างขวางหลายสาขาอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะเป็น Therapy, Music, Problem-solving, etc.

 

Gestalt เป็นภาษา German หมายถึง การรวม การเห็น pattern อืมม ยังไงดีล่ะ ประมาณว่า Gestalt theory จะเน้นที่ ผลรวมมากกว่ารายละเอียดท่รวมกัน การที่เห็น pattern ของส่งที่เกิดขึ้นมา A whole is greater than the sum of its parts. ตัวอย่างเช่น บางครั้งเรามองที่ผลรวมเราก็จะเข้าใจ ไม่จำเป็นต้องรู้ถึงรายละเอียดทกอย่าง  รูปรถข้างล่างนี้ ถ้าคุณดู รูป แต่ละส่วนของรถ ก็คงจะรู้สึกว่า.. แล้วไง? ก็แค่ส่วนประกอบบางอย่าง แต่พอเอารวมกันเป็นรูปรถ ทำให้คุณเห็นภาพรวม ว่า ส่วนประกอบทุกอย่างพอรวมกันแล้วกลายเป็นรถสปอร์ตคันนึง ภาพนี้สร้าง impact ให็คนที่เห็นภาพนี้

 

นั่นเป็นเพียงแค่หลักพื้นฐาน ยังมีกฏมากมายที่อธิบายสิ่งที่คนเรามองการทำงานสมองของเราเมื่อเห็นภาพๆนึง กฏพวกนี้เอไปประยุกต์เป็นพื้นฐานการออกแบบของ Graphic Design เพื่อให้เกิดการออกแบบทีถูกต้องและมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้คนที่ดูหรือเห็น มีการเข้าใจผิดเกิดขึ้น

 

กฏ Gestalt ก็ได้แก่

  1. Proximity
  2. Similarity
  3. Closure
  4. Figure and Ground

 

ยังมีกฏอื่นๆอีกหลายอัน

ตัวอย่างที่คนส่วนใหญ่รู้จักเกี่ยวกับ Gestalt ก็คือรูปนี้

มองดูรูปนี้ดีๆ คุณเห็นอะไร เห็นถ้วย หรือ เห็นหน้าสองคนมองเข้าหากัน

 

คุณคงสงสัยว่า แล้ว กฏ และ ทฤษฏีพวกนี้เอาไปประยุกต์ได้อย่างไร หลักสำคัญก็คือ เวลาคุณออกแบบ graphic ป้ายโฆษณา หรือสิ่งพิมพ์อะไรก็ตาม ควรจะต้องจำหลักพวกนี้ให้ดีๆ ไม่งั้น เวลาคนมองจะตีความหมายออกไปได้หลายอย่าง ซึ่งคงจะไม่ดีแน่ๆ การออกแบบที่ดี ควรมีความชัดเจนในตัว สื่อความหมายในสิ่งที่คุณต้องการจะสื่อ นอกจากนี้ ถ้าคุณออกแบบดีๆ จะทำให้คนที่เห็นหรือดู จำผลงานของคุณไปได้นานเลยทีเดียว

Are You Passive or Active?

by

พึ่งไปเขียน blog เกี่ยวกับ Instructional Design ไว้ที่เว็บ gotoknow.org ก็เลยอยากมาโพสต์ในนี้ด้วย ก็เขียนทั่วไปเกี่ยวกับพื้นฐานหลัการของ Instructional Designer

พื้นฐานสำคัญของ Instructional Designer คือต้องมีความเข้าใจว่ามนุษย์คนเรามีการเรียนรู้อย่างไร หรือที่เรียกว่า Human Learning เป็นวิชานึงของด้าน Psychology จะว่าไปแล้ววิชานี้เป็นวิชาหลักเลยก็ว่าได้ทีเดียว เพราะสิ่งที่ำสำคัญที่สุดของการเป็น IDer คือ หาหนทางหรือแนวทางถ่ายทอดความรู้เพื่อให้ผู้เรียนได้จดจำ เข้าใจ และนำความรุ้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

เราก็ต้องมาดูกันว่า คนเราสามารถเรียนรู้กันได้อย่างไร นักจิตวิทยา นักวิจัย ได้ทำการทดลองทดสอบมามาก สรุปโดยคร่าวๆ ว่า การเรียนรุ้ของคนเราแ่บ่งได้ 3 วิธีด้วยกัน คือ Behaviorism, Cognitivism และ Constructivism กอล์ฟคงจะไปไม่อธิบายลึก เพราะคิดว่าเป็นพื้นฐานหาอ่านได้ตามหนังสือทั่วไปละ แต่จะขอเขียนถึง การประยุกต์เข้าทาง ID

เมื่อพูดถึง Behaviorism ควรจะนึกถึง Passive learning คือ การเรียนรู้ด้วยวิธีการซึมซับข้อมูล ตัวอย่างคือ อาจารย์เขียนๆๆพูดๆๆ นักเรียนจดๆๆ ฟังๆๆ อย่างเดียว อาจารย์ถ่ายทอด นักเรียนเป็นผู้รับข้อมูลอย่างเดียว

Ivan Pavlov คนที่คิดข้น Behavorim และทำการทดลองกับสุนัข กับ กระดิ่ง
Ivan Pavlov คนที่คิดค้น Behaviorism และทำการทดลองกับสุนัข กับ กระดิ่ง

ส่วน Cognitivism กับ Constructivism จะคล้ายกันคือ Active learning ข้อแตกต่างระหว่าง Cognitivism กับ Constructivisim คือ สำหรับ Constructivism ผู้เรียนเอา้ข้อมูลเนื้อหาใหม่ที่ได้รับประยุกต์เข้ากับความรู้และ ประสบการณ์เดิมแล้วสร้าง (keyword นะครับ construct แปลว่าสร้าง) เป็นความรู้ใหม่ที่มีความหมายความเข้าใจของตัวเอง Cognitivism ก็จะเน้นการใช้เทคนิกในการเรียนรู้เพื่อเพิ่มความสามารถการรับรู้ข้อมูลของ สมองคนเรา

Robert Gagne ใครก็ยกย่องเป็นเจ้าพ่อ Instructional Design
Robert Gagne เป็นบุคคลสำหรับในด้าน Instructional Design หลายคนยกให้เป็นเจ้าพ่อ ID เลยก็ว่าได้ ชื่อเขา หลายคนอ่่านผิดกันมากมาย ฝรั่งอ่านว่า “โรเบิร์ต เกนเย” รับรองอ่านตามนี่ไม่ผิดไม่ต้องอายด้วย ฮ่าๆ

คราวนี้ กอล์ฟอยากจะถามผู้อ่านว่า ระบบการศึกษาของไทยเรานั้น เน้นแบบไหนในสามแบบนี้ หรือเป็นแบบผสม และ ก็อยากจะถามว่า แล้วตัวคุณเองล่ะ จากมุมมองผู้เรียนรู้ คุณชอบเรียนรู้ในรูปแบบไหน

นี่เป็นประสบการณ์ และก็ข้อมูลจาก research ที่กอล์ฟศึกษามานะครับ คนอเมริกัน หรือ ฝรั่ง จะเน้น Cognitivism กับ Constructivism เป็นส่วนใหญ่ในการถ่ายทอดความรู้ให้นักเรียน เขาถือว่า การเรียนรู้อะไรก็ตามที่มาจากการค้นพบหรือการมีส่วนร่วมของนักเรียน จะทำให้นักเรียนจดจำได้นานกว่าและเข้าใจถึงการประยุกต์ความรู้ได้ดีกว่า นักเรียนที่นั่งฟัง นั่งจด ไม่มีการโต้ตอบกับครู เขาบอกว่า ครูควรทำหน้าที่แค่ Facilitator or Guide เท่านั้น เพื่อชี้แนะแนวทางการเรียนรู้ ไม่ใช่ Lecturer หรือผู้ที่บอกเลคเชอร์ให้นักเรียนจด

แต่ตรงนี้ต้องระวังนิดนึง สำหรับ Constructivism วิธีนี้จะใช้ประยุกต์ยากหน่อยเพราะว่า structure ของการสอนจะหลวมมากส่วนใหญ่เน้นให้นักเรียนคิดเองทำเอง หากนักเรียนไม่มีความรู้ในเนื้อหานั้นๆ อาจจะทำให้เกิดความสับสนกังวล และอาจจะไม่อยากที่จะรับรู้เนื้อหาเลยก็ได้ ดังนั้น การใช้ Constructivism ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ลักษณะวิชา และนิสัยของผู้เรียน

การเข้าใจ Human Learning กอล์ฟคิดว่าสำคัญมากๆ คุณครูควรถามตัวเองว่าที่นักเรียนสอบตกเพราะอะไร เพราะวิชามันยากไป หรือถ่ายทอดไม่ถูกวิธี ควรลด Passive learning แล้วเน้น Active learning มี research มากมายได้แนะนำ Activity ต่างๆที่สามารถใช้ในห้องเรียน หรือ Training ทั่วไปได้ คุณครูควรเปิดกว้างในการนำเสนอเนื้อหา ไม่ควรปิดกั้นตัวเอง แล้วหยุดอยู่แค่ PowerPoint Lecture

ส่วนตัวนักเรียนเองก็เช่นกัน ควรทำความเข้าใจกับตัวเองว่า ตัวเองเป็นคนที่เรียนรู้แบบไหนได้ดี มี Cognitive Learning Strategies มากมายที่นักเรียนสามารถเอามาใช้ เพื่อช่วยให้จดจำเนื้อหาบทเรียนได้เร็วขึ้น จำได้นานขึ้น แล้วเอาไปประยุกต์ใช้งานได้ ไม่ควรท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง ตัวอย่าง cognitive strategy ที่เราเห็นบ่อยกันมากที่สุดคงจะเป็น การขีดเส้นใต้ เน้นข้อความสำคัญ นอกจากนี้ นักเรียนบางคน เอาจจะเอาเนื้อหามาแต่งเป็นกลอน เป็นเพลง เพื่อให้จำข้อมูลได้ดีขึ้น ก็ได้ หรือ จะวาดภาพ diagram, chart ก็ช่วยอธิบาย concept ได้ด้วยเช่นกัน การเขียนบทสรุปบทเรียน ก็เป็นอีกวีธีนึง เห็นไหมครับ มี cognitive learning strategy มากมาย

ไว้จะหยิบยก theory หรือไม่ก็ นักวิจัย Theorist ชื่่อดังในด้าน Instructional Designer ให้ได้รู้จักกันว่าเราสามารถนำ theory ต่างๆไปประยุกต์ในด้าน Instructional Designer ได้อย่างไร

Instructional Design – What?

by

แหม หลายครั้งหลายคราทีเดียว เวลากลับเมืองไทย หรือมีคนถามว่า เรียนจบอะไรมา หรือเรียนอะไรอยู่ กอล์ฟก็จะบอกว่า จบโท Instructional Design และก็ต่อเอกสาขาเดิมอยู่

คนฟังก็จะทำหน้า…เหรอออ…. Industrial Design? – กอล์ฟก็ตอบว่าไม่ใช่ นั่นมันออกแบบสินค้า วัสดุ ผลิตภัณฑ์และรูปลักษณ์องค์กร

บางคนก็ เข้าใจว่า ออกแบบบ้าน เหรอ? – ไม่ใช่ๆ นั่น Interior Designer

Instruction Designer ประกอบด้วย สองคำ Instruction + Designer

Instruction คือ สื่อการสอน ส่วน Designer คือ นักออกแบบ ดังนั้น Instructional Designer คือ นักออกแบบสื่อการสอน นั่นเอง

แต่คำนี้ฝรั่งใช้คำอื่นแทนด้วย ฝรั่งบางคนก็จะใช้คำอื่นแทนเช่น Instructional Technology, Instructional System หรือ Instructional System Designer  ทุกคำมีความหมายสื่อถึงสาขาเดียวกัน สาขานี้ อยู่ใน College of Education แน่นอน เพราะเกี่ยวกับ การเรียนการสอน อีกบทบาทที่สำคัญ คือ Technology นักออกแบบสื่อการสอน ได้มีการทำการวิจัยมาเป็น สิบๆปี แต่ละยุคก็มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ เพื่อช่วยในการออกแบบสื่อ หรือ นำเสนอเนื้อหาวิชา

สาขานี้ไม่ได้เจาะจงเฉพาะ ครูเท่านั้นที่เรียน หากแต่สามารถประยุกต์ในวิชาชีพอื่นได้หมด นักออกแบบสื่อการสอน จะสามารถช่วยอบรม บุคคลากรในองค์กรนั้นๆ หรือ ช่วยวิเคราะห์ วินิจฉัยปัญหาขององค์กรนั้นๆ และช่วยหาทางแก้ไข อีกทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิ์ภาพระบบขององค์กรได้อีกด้วย ในส่วนนี้บางคนก็จะเรียกแยกออกไปว่าเป็น Performance Technology คือการใช้เทคโนโลยีช่วยพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นี่ก็เป็นเพียงแค่ บทสรุปของนิยาม คำว่า Instructional Design ในแบบฉบับของกอล์ฟเอง มีคำถามอะไร สอบถามได้