Magical Number 7

by

วันนี้ขอบอกว่าทำตัวขยันสุดๆ นั่งอ่านนั่งเขียน Dissertation ทั้งวันเลย แต่วิธีการเขียนของกอล์ฟค่อนข้างสับสนอยู่เหมือนกัน คือกอล์ฟรู้ว่าตัวเองจะเขียนอะไร แต่ตัวเองก็ชอบกระโดดข้ามหัวข้อ ไปเขียนหัวข้อนั้น หน่อย กลับมาเขียนหัวข้อนี้หน่อย กลับไปกลับมา แต่ก็ยังดี ยังเขียนได้เรื่อยๆ ถ้าเขียนแบบนี้แล้วมึนสับสนตัวเอง ก็คงจะแย่อยู่เหมือนกัน

 .

ตอนนี้กำลังนั่งเขียนเรื่องความสามารถของสมองคนเราในการรับรู้ข้อมูล คุณคงเคยสงสัยว่า ทำไมบางครั้งเราอ่านหรือเห็นข้อความเพียงครั้งเดียวเราก็จำได้ไปหลายวัน หรือ บางทีต้องท่องอยู่หลายเที่ยวกว่าจะจำได้ หนึ่งในการทดลองที่เกียวกับเรื่องนี้ ก็คือการทดลองอันเลื่องลือที่ชื่อว่า Magical Number Seven กอล์ฟก็จะไม่ขอกล่าวถึงรายละเอียดการทำงานของสมอง หรือระบบการจำของสมองทั้งหมดนะครับ มันจะยืดยาวไปหน่อย แต่กอล์ฟจะขอหยิบยกส่วนที่สำคัญ ที่น่าสนใจและอยากให้คุณได้ลองอ่านและคิดตามดู ซึ่งหัวข้อนี้ก็จะเกี่ยวกับ Working Memory หรือ Short-Term Memory ภาษาไทยจะแปลว่าอะไรดีหนอ เอาเป็นว่ากอล์ฟจะเรียก ความจำช่วงสั้น 

 .

 

“ความจำช่วงสั้น” ชื่อก็บอกอยู่แล้วนะครับ ว่ามันสั้น  ฮ่าๆ ซึ่งก็หมายถึง การที่เรามองหรืออ่านหรือได้ยินอะไร แล้วเราจำได้พักนึง แล้วก็ลืม อีกกรณีนึงก็คือ ข้อมูลนีสามารถส่งผ่านไปยังอีกส่วนนึงของความจำของเราที่เรียกกว่า Long-Term Memory หรือความจำถาวร แต่ blog นี้ จะขอพูดถึง ความจำระยะสั้นเท่านั้นนะครับ

 .

กลับมาพูดถึง คอนเซปต์ที่บอกไว้ Magical Numer Seven หรือ เลขเจ็ดมหัศจรรย์ หลายคนคงสงสัยทำไมต้องเลขเจ็ด อยากให้ลองนึกคิดว่า ทำไม เบอร์โทรศัพท์ ส่วนใหญ่ ต้อง มี 7 หลักด้วย อันนี้ก็เป็นผลจากการทดลอง ของนาย George Miller ในปี 1956 นั่นเอง เขาได้ทำการทดลองเกี่ยวกับความสามารถของสมองที่ทำการบันทึกข้อมูลได้ในระยะสั้นว่า ความจำช่วงระยะสั้นของคนเรามีความสามารถสูงสุดแค่ไหน แต่ผลของการทดลองก็ปรากฏว่า คนส่วนใหญ่ จะสามารถจำข้อมูลระยะสั้นได้ 5-9 ส่วนหรือยูนิตของข้อมูล แต่โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 7 หลักนั่นเอง นั่นก็นเป็นที่มาของคำว่า Magical Number 7!!

 .

George A. Miller

 .

นอกจากนี้ นาย Miller ยังได้ค้นพบอีกด้วยว่า การจัดกลุ่ม ยูนิต หรือสัดส่วนของข้อมูลจะได้ทำให้คนเราจำอะไรได้ง่ายขึ้น

 .

เรามาดูตัวอย่างกัน ถ้าคุณเห็นเลข เก้าหลัก แบบนี้

 .

4 5 1 5 5 1 6 5 1

 .

มองดูแล้วเหมือนจะจำยากยังไงก็ไม่รู้ เอาเลขมาตั้งเก้าหลักเรียงกัน คุณก็ไม่แน่ใจะว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนในการจำ แต่ถ้าหากคุณแบ่งเลขออกเป็นกลุ่ม แบบนี้

 .

451 – 551 – 651

 .

การที่กอล์ฟเอาเครื่องหมาย – มาคั่นแบ่งออกเป็นกลุ่มๆละ สามหลัก ทำให้คุณจำได้ง่ายขึ้นไหมเอ่ย

 .

และนี่ก็คงเป็นที่มาว่าทำไมเลขโทรศัพท์ถึงเริ่มที่ 7 หลัก แต่สมัยนี้ ก็มีถึง 10 หลักด้วยเช่นกัน แต่ด้วยการที่เราใช้การแบ่งกลุ่ม หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Chunk ก็ทำให้เราสามารถจำเบอร์โทรศัพท์คนอื่นได้ไม่ยากเลยทีเดียว ดังนั้น เวลาคุณเขียนเบอร์โทรศัพท์ให้ใคร หรือ จดเบอร์โทรศัพท์ของคนอื่น อย่าลืม ใช้เครื่องหมาย – หรือเว้นวรรค เข้าช่วยนะครับ มันจะช่วยให้คุณจำได้ง่ายขึ้น

. 

ถ้าจะถามว่า จำเป็นไหมที่จะต้องแบ่ง สามหลักต่อหนึ่งกลุ่ม ก็ไม่เสมอไปหรอกครับ เอาเป็นว่าแบ่งอย่าง่ไรก็ได้ที่คุณคิดว่ามันช่วยให้คุณจำได้ง่ายขึ้น

 .

นี่ถือว่าเป็นการค้นพบที่สำคัญเลยนะครับ หลายคนยังสงสัย ว่าสำคัญตรงไหน ก็แค่รู้ว่าคนเราสามารถจำได้ เจ็ด ยูนิตหรือหลัก เท่านั้น นั่นก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่ส่วนตัวแล้ว จุดสำคัญผมคิดว่าอยู่ตรงที่ เรารู้ว่า Chucking หรือ การจัดการข้อมูล นั่นสำคัญมาก มันเป็นสิ่งที่ทำให้คนเราจำอะไรได้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น การจัดหมวดหมู่ จัดประเภทข้อมูล จะทำให้คุณสามารถจดจำอะไรได้เร็ว แล้วนาน กว่าการที่คุณพยายามที่จะจดจำข้อมูลนั้นๆแบบดิบๆหรือไม่ได้มีการจัดการข้อมูลใดๆทั้งสิ้น สิ่งนี้คุณสามารถเอาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้นะครับ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจดจำข้อมูลของคุณให้เร็วขึ้น ดีขึ้น และนานขึ้น

 .

ยังมีอีกหลายการทดลองและทฤษฏีอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับ เรื่องความสามารถในการจำของคนเรานะครับ ถ้าคุณยังสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก็ลอง search ดูนะครับ หรือ จะอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Wiki

Gestalt Theory

by

เห้อ กำลังเขียน บทที่สอง Dissertation บทที่ว่าหินที่สุด ต้องเขียนต้องอ่าน research studies, theories, books, articles มากมายก่ายกอง แต่ยังดีที่ได้เขียน review ทฤษฏีที่กอล์ฟชื่นชอบ นั่นก็คือ Gestalt Theoy (Gestalt อ่านว่า เก็ส -สะ-ต๊อล) ปัจจุบันได้มีการประยุกต์ ทฤษฏีไปอย่างกว้างขวางหลายสาขาอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะเป็น Therapy, Music, Problem-solving, etc.

 

Gestalt เป็นภาษา German หมายถึง การรวม การเห็น pattern อืมม ยังไงดีล่ะ ประมาณว่า Gestalt theory จะเน้นที่ ผลรวมมากกว่ารายละเอียดท่รวมกัน การที่เห็น pattern ของส่งที่เกิดขึ้นมา A whole is greater than the sum of its parts. ตัวอย่างเช่น บางครั้งเรามองที่ผลรวมเราก็จะเข้าใจ ไม่จำเป็นต้องรู้ถึงรายละเอียดทกอย่าง  รูปรถข้างล่างนี้ ถ้าคุณดู รูป แต่ละส่วนของรถ ก็คงจะรู้สึกว่า.. แล้วไง? ก็แค่ส่วนประกอบบางอย่าง แต่พอเอารวมกันเป็นรูปรถ ทำให้คุณเห็นภาพรวม ว่า ส่วนประกอบทุกอย่างพอรวมกันแล้วกลายเป็นรถสปอร์ตคันนึง ภาพนี้สร้าง impact ให็คนที่เห็นภาพนี้

 

นั่นเป็นเพียงแค่หลักพื้นฐาน ยังมีกฏมากมายที่อธิบายสิ่งที่คนเรามองการทำงานสมองของเราเมื่อเห็นภาพๆนึง กฏพวกนี้เอไปประยุกต์เป็นพื้นฐานการออกแบบของ Graphic Design เพื่อให้เกิดการออกแบบทีถูกต้องและมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้คนที่ดูหรือเห็น มีการเข้าใจผิดเกิดขึ้น

 

กฏ Gestalt ก็ได้แก่

  1. Proximity
  2. Similarity
  3. Closure
  4. Figure and Ground

 

ยังมีกฏอื่นๆอีกหลายอัน

ตัวอย่างที่คนส่วนใหญ่รู้จักเกี่ยวกับ Gestalt ก็คือรูปนี้

มองดูรูปนี้ดีๆ คุณเห็นอะไร เห็นถ้วย หรือ เห็นหน้าสองคนมองเข้าหากัน

 

คุณคงสงสัยว่า แล้ว กฏ และ ทฤษฏีพวกนี้เอาไปประยุกต์ได้อย่างไร หลักสำคัญก็คือ เวลาคุณออกแบบ graphic ป้ายโฆษณา หรือสิ่งพิมพ์อะไรก็ตาม ควรจะต้องจำหลักพวกนี้ให้ดีๆ ไม่งั้น เวลาคนมองจะตีความหมายออกไปได้หลายอย่าง ซึ่งคงจะไม่ดีแน่ๆ การออกแบบที่ดี ควรมีความชัดเจนในตัว สื่อความหมายในสิ่งที่คุณต้องการจะสื่อ นอกจากนี้ ถ้าคุณออกแบบดีๆ จะทำให้คนที่เห็นหรือดู จำผลงานของคุณไปได้นานเลยทีเดียว

Are You Passive or Active?

by

พึ่งไปเขียน blog เกี่ยวกับ Instructional Design ไว้ที่เว็บ gotoknow.org ก็เลยอยากมาโพสต์ในนี้ด้วย ก็เขียนทั่วไปเกี่ยวกับพื้นฐานหลัการของ Instructional Designer

พื้นฐานสำคัญของ Instructional Designer คือต้องมีความเข้าใจว่ามนุษย์คนเรามีการเรียนรู้อย่างไร หรือที่เรียกว่า Human Learning เป็นวิชานึงของด้าน Psychology จะว่าไปแล้ววิชานี้เป็นวิชาหลักเลยก็ว่าได้ทีเดียว เพราะสิ่งที่ำสำคัญที่สุดของการเป็น IDer คือ หาหนทางหรือแนวทางถ่ายทอดความรู้เพื่อให้ผู้เรียนได้จดจำ เข้าใจ และนำความรุ้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

เราก็ต้องมาดูกันว่า คนเราสามารถเรียนรู้กันได้อย่างไร นักจิตวิทยา นักวิจัย ได้ทำการทดลองทดสอบมามาก สรุปโดยคร่าวๆ ว่า การเรียนรุ้ของคนเราแ่บ่งได้ 3 วิธีด้วยกัน คือ Behaviorism, Cognitivism และ Constructivism กอล์ฟคงจะไปไม่อธิบายลึก เพราะคิดว่าเป็นพื้นฐานหาอ่านได้ตามหนังสือทั่วไปละ แต่จะขอเขียนถึง การประยุกต์เข้าทาง ID

เมื่อพูดถึง Behaviorism ควรจะนึกถึง Passive learning คือ การเรียนรู้ด้วยวิธีการซึมซับข้อมูล ตัวอย่างคือ อาจารย์เขียนๆๆพูดๆๆ นักเรียนจดๆๆ ฟังๆๆ อย่างเดียว อาจารย์ถ่ายทอด นักเรียนเป็นผู้รับข้อมูลอย่างเดียว

Ivan Pavlov คนที่คิดข้น Behavorim และทำการทดลองกับสุนัข กับ กระดิ่ง
Ivan Pavlov คนที่คิดค้น Behaviorism และทำการทดลองกับสุนัข กับ กระดิ่ง

ส่วน Cognitivism กับ Constructivism จะคล้ายกันคือ Active learning ข้อแตกต่างระหว่าง Cognitivism กับ Constructivisim คือ สำหรับ Constructivism ผู้เรียนเอา้ข้อมูลเนื้อหาใหม่ที่ได้รับประยุกต์เข้ากับความรู้และ ประสบการณ์เดิมแล้วสร้าง (keyword นะครับ construct แปลว่าสร้าง) เป็นความรู้ใหม่ที่มีความหมายความเข้าใจของตัวเอง Cognitivism ก็จะเน้นการใช้เทคนิกในการเรียนรู้เพื่อเพิ่มความสามารถการรับรู้ข้อมูลของ สมองคนเรา

Robert Gagne ใครก็ยกย่องเป็นเจ้าพ่อ Instructional Design
Robert Gagne เป็นบุคคลสำหรับในด้าน Instructional Design หลายคนยกให้เป็นเจ้าพ่อ ID เลยก็ว่าได้ ชื่อเขา หลายคนอ่่านผิดกันมากมาย ฝรั่งอ่านว่า “โรเบิร์ต เกนเย” รับรองอ่านตามนี่ไม่ผิดไม่ต้องอายด้วย ฮ่าๆ

คราวนี้ กอล์ฟอยากจะถามผู้อ่านว่า ระบบการศึกษาของไทยเรานั้น เน้นแบบไหนในสามแบบนี้ หรือเป็นแบบผสม และ ก็อยากจะถามว่า แล้วตัวคุณเองล่ะ จากมุมมองผู้เรียนรู้ คุณชอบเรียนรู้ในรูปแบบไหน

นี่เป็นประสบการณ์ และก็ข้อมูลจาก research ที่กอล์ฟศึกษามานะครับ คนอเมริกัน หรือ ฝรั่ง จะเน้น Cognitivism กับ Constructivism เป็นส่วนใหญ่ในการถ่ายทอดความรู้ให้นักเรียน เขาถือว่า การเรียนรู้อะไรก็ตามที่มาจากการค้นพบหรือการมีส่วนร่วมของนักเรียน จะทำให้นักเรียนจดจำได้นานกว่าและเข้าใจถึงการประยุกต์ความรู้ได้ดีกว่า นักเรียนที่นั่งฟัง นั่งจด ไม่มีการโต้ตอบกับครู เขาบอกว่า ครูควรทำหน้าที่แค่ Facilitator or Guide เท่านั้น เพื่อชี้แนะแนวทางการเรียนรู้ ไม่ใช่ Lecturer หรือผู้ที่บอกเลคเชอร์ให้นักเรียนจด

แต่ตรงนี้ต้องระวังนิดนึง สำหรับ Constructivism วิธีนี้จะใช้ประยุกต์ยากหน่อยเพราะว่า structure ของการสอนจะหลวมมากส่วนใหญ่เน้นให้นักเรียนคิดเองทำเอง หากนักเรียนไม่มีความรู้ในเนื้อหานั้นๆ อาจจะทำให้เกิดความสับสนกังวล และอาจจะไม่อยากที่จะรับรู้เนื้อหาเลยก็ได้ ดังนั้น การใช้ Constructivism ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ลักษณะวิชา และนิสัยของผู้เรียน

การเข้าใจ Human Learning กอล์ฟคิดว่าสำคัญมากๆ คุณครูควรถามตัวเองว่าที่นักเรียนสอบตกเพราะอะไร เพราะวิชามันยากไป หรือถ่ายทอดไม่ถูกวิธี ควรลด Passive learning แล้วเน้น Active learning มี research มากมายได้แนะนำ Activity ต่างๆที่สามารถใช้ในห้องเรียน หรือ Training ทั่วไปได้ คุณครูควรเปิดกว้างในการนำเสนอเนื้อหา ไม่ควรปิดกั้นตัวเอง แล้วหยุดอยู่แค่ PowerPoint Lecture

ส่วนตัวนักเรียนเองก็เช่นกัน ควรทำความเข้าใจกับตัวเองว่า ตัวเองเป็นคนที่เรียนรู้แบบไหนได้ดี มี Cognitive Learning Strategies มากมายที่นักเรียนสามารถเอามาใช้ เพื่อช่วยให้จดจำเนื้อหาบทเรียนได้เร็วขึ้น จำได้นานขึ้น แล้วเอาไปประยุกต์ใช้งานได้ ไม่ควรท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง ตัวอย่าง cognitive strategy ที่เราเห็นบ่อยกันมากที่สุดคงจะเป็น การขีดเส้นใต้ เน้นข้อความสำคัญ นอกจากนี้ นักเรียนบางคน เอาจจะเอาเนื้อหามาแต่งเป็นกลอน เป็นเพลง เพื่อให้จำข้อมูลได้ดีขึ้น ก็ได้ หรือ จะวาดภาพ diagram, chart ก็ช่วยอธิบาย concept ได้ด้วยเช่นกัน การเขียนบทสรุปบทเรียน ก็เป็นอีกวีธีนึง เห็นไหมครับ มี cognitive learning strategy มากมาย

ไว้จะหยิบยก theory หรือไม่ก็ นักวิจัย Theorist ชื่่อดังในด้าน Instructional Designer ให้ได้รู้จักกันว่าเราสามารถนำ theory ต่างๆไปประยุกต์ในด้าน Instructional Designer ได้อย่างไร

Instructional Design – What?

by

แหม หลายครั้งหลายคราทีเดียว เวลากลับเมืองไทย หรือมีคนถามว่า เรียนจบอะไรมา หรือเรียนอะไรอยู่ กอล์ฟก็จะบอกว่า จบโท Instructional Design และก็ต่อเอกสาขาเดิมอยู่

คนฟังก็จะทำหน้า…เหรอออ…. Industrial Design? – กอล์ฟก็ตอบว่าไม่ใช่ นั่นมันออกแบบสินค้า วัสดุ ผลิตภัณฑ์และรูปลักษณ์องค์กร

บางคนก็ เข้าใจว่า ออกแบบบ้าน เหรอ? – ไม่ใช่ๆ นั่น Interior Designer

Instruction Designer ประกอบด้วย สองคำ Instruction + Designer

Instruction คือ สื่อการสอน ส่วน Designer คือ นักออกแบบ ดังนั้น Instructional Designer คือ นักออกแบบสื่อการสอน นั่นเอง

แต่คำนี้ฝรั่งใช้คำอื่นแทนด้วย ฝรั่งบางคนก็จะใช้คำอื่นแทนเช่น Instructional Technology, Instructional System หรือ Instructional System Designer  ทุกคำมีความหมายสื่อถึงสาขาเดียวกัน สาขานี้ อยู่ใน College of Education แน่นอน เพราะเกี่ยวกับ การเรียนการสอน อีกบทบาทที่สำคัญ คือ Technology นักออกแบบสื่อการสอน ได้มีการทำการวิจัยมาเป็น สิบๆปี แต่ละยุคก็มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ เพื่อช่วยในการออกแบบสื่อ หรือ นำเสนอเนื้อหาวิชา

สาขานี้ไม่ได้เจาะจงเฉพาะ ครูเท่านั้นที่เรียน หากแต่สามารถประยุกต์ในวิชาชีพอื่นได้หมด นักออกแบบสื่อการสอน จะสามารถช่วยอบรม บุคคลากรในองค์กรนั้นๆ หรือ ช่วยวิเคราะห์ วินิจฉัยปัญหาขององค์กรนั้นๆ และช่วยหาทางแก้ไข อีกทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิ์ภาพระบบขององค์กรได้อีกด้วย ในส่วนนี้บางคนก็จะเรียกแยกออกไปว่าเป็น Performance Technology คือการใช้เทคโนโลยีช่วยพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นี่ก็เป็นเพียงแค่ บทสรุปของนิยาม คำว่า Instructional Design ในแบบฉบับของกอล์ฟเอง มีคำถามอะไร สอบถามได้